นับเป็นเวลายาวนานกว่าพันปีที่ราชสำนักของดินแดนตั้งแต่จักรวรรดิโรมันตะวันออกไปจนถึงพระราชวังต้องห้ามของพระจักรพรรดิจีน ถูกครอบงำด้วยกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่ง จนหลายครั้งคนเหล่านั้นได้ขึ้นมามีอำนาจเหนือสถาบันกษัตริย์และขุนนาง เลยไปถึงการเข้าไปกำหนดอนาคตของบ้านเมืองและจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ให้รุ่งเรืองหรือเสื่อมสลาย
คนกลุ่มนี้มักได้รับการมองอย่างเย้ยหยันจากผู้คนร่วมสมัย แม้แต่ในปัจจุบันภาพลักษณ์ของพวกเขายังสะท้อนออกมาในแง่ลบเป็นส่วนมาก ทั้งที่ความเป็นจริง คนกลุ่มนี้น่าจะได้รับการพิจารณาในฐานะผู้ถูกทำร้ายจากสังคมและจารีต ซึ่งกดขี่ให้คนคนหนึ่งลดคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ลง
ประติมากรรมสมัยจักรวรรดิอัสสิเรีย แสดงภาพจักรพรรดิและยูนุค
'ขันที' มาจากรากศัพท์ 'ขันฑะ' ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ตัด ตรงกับคำในภาษาจีนว่า ไท้เจี๋ยน หรือไท้ก๋ำ หรือเรียกว่ายุนุค (Eunuch) ในภาษาละติน และอาหรับ โดยมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า 'ยูโนคอส' (eunouchos) แปลว่า ผู้ดูแลรักษาเตียง
ยูนุคจึงหมายถึงผู้มีหน้าที่คอยดูแลหรือเป็นผู้รับใช้ของกษัตริย์และข้าราชสำนักฝ่ายใน เชื่อว่าขันทีมีกำเนิดครั้งแรกที่เมืองละกาสช์ (Lagash) ของสุเมเรียน (Sumerian) ในเมโสโปเตเมีย เมื่อราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล และเป็นกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทแพร่หลายอยู่ในราชสำนักของเมโสโปเตเมียและอียิปต์แต่โบราณ ...
ขันทีแขกในภาพลายรดน้ำหอเขียน วังสวนผักกาด
ในระยะแรก ยูนุคจะคัดเลือกมาจากทาสหรือเชลยซึ่งอายุน้อย แต่ก็มีบางส่วนที่ถูกตอนเป็นขันทีเมื่อเป็นหนุ่มแล้ว การตัดอวัยวะเพศของขันทีมีทั้งตัดเฉพาะส่วนลึงค์ หรือตัดหมดทั้งองคชาต ตามธรรมเนียมจีน อวัยวะที่ถูกตัดจะได้รับการเก็บรักษาไว้ เพื่อนำไปฝังร่วมกับศพเมื่อขันทีผู้นั้นสิ้นชีวิตไปแล้ว อย่างไรก็ดีในยุคปลายสมัยโรมัน คำว่ายูนุคยังหมายถึงชายที่เป็นหมันโดยธรรมชาติ และไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้
วัฒนธรรมการใช้ยูนุคหรือขันทีจากเมโสโปเตเมีย ได้แตกแขนงออกเป็น 2 ทาง สายแรกแพร่หลายไปตามเส้นทางสายไหมสู่จีนในสมัยราชวงศ์สุย (Sui Dynasty ค.ศ. 519-618) และได้กลายเป็นสถาบันใหญ่ในระบบการปกครองฝ่ายในสืบเนื่องจนถึง ค.ศ.1912 จึงได้ยกเลิกระบบขันทีในประเทศจีน สายที่สองแพร่หลายเข้าไปในดินแดนเอเชียตะวันตกและเอเชียใต้ สู่เปอร์เซียโบราณ และจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือไบแซนไทน์ (Byzantine)
เมื่อมุสลิมเรืองอำนาจในเอเชียตะวันตก และยึดครองดินแดนของเปอร์เซียและไบแซนไทน์ พวกเขาได้รับเอาวัฒนธรรมที่เจริญกว่าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกอิสลาม ยูนุคจึงปรากฏอยู่ในราชสำนักจักรวรรดิมุสลิมในคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 อย่างออตโตมาน-เตอร์ก (Ottoman-Turk) ซาฟาวี (Safavids) ของอิหร่าน และมูกัล (Mughal) ของอินเดีย ช่วงเวลานั้นทั้งสามจักรวรรดิล้วนได้รับการยกย่องว่าเป็นราชสำนักที่เจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกับราชสำนักจีน ธรรมเนียมการมีขันทีในราชสำนักจึงได้แพร่หลายจากจักรวรรดิทั้งสามเข้ามาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกรุงศรีอยุธยาในเวลาต่อมา...
กรมขันทีในระบบราชการสยาม เป็นหน่วยงานเล็กๆ ขึ้นตรงต่อกรมวัง มีสายการบังคับบัญชาไม่ซับซ้อนนัก เจ้ากรมมียศและราชทินนามว่า 'ออกพระศรีมโนราชภักดีฯ' ถือศักดินา 1,000 ปลัดกรมคือหลวงราชาชานภักดี ชาวพนักงานประกอบไปด้วยปลัดจ่านุชิต ปลัดพิพิธ และหัวหน้าองครักษ์คือหลวงศรีมโนราชภักดีศรีองคเทพรักษาองค์ กับหลวงเทพชำนาญภักดีศรีเทพรักษาองครักษ์ นอกจากนี้ยังมีขุนนางในกรมอีก 3 ท่าน คือ พระศรีอภัย ขุนราชาข่าน และขุนมโน
ราชสำนักสยามน่าจะมีวัฒนธรรมการใช้ขันทีแบบจีนและแขกมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น แต่เมื่อถึงในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พบว่าขันทีในราชสำนักล้วนเป็นแขกทั้งสิ้น..
ร่องรอยรูปธรรมซึ่งแสดงถึงขันทีหรือยูนุคในราชสำนักอยุธยา ปรากฏอยู่ในงานจิตรกรรมหลายแห่ง เช่น ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดชัยทิศ ฝั่งธนบุรี และที่ยังหลงเหลือหลักฐานให้เห็นชัดเจนคือภาพลายรดน้ำหอเขียน วังสวนผักกาด ซึ่งผาติกรรมมาจากวัดบางกลิ้ง เดิมเป็นพระตำหนักของกษัตริย์หรือเจ้านายในสมัยอยุธยาตอนปลาย ผนังภายในเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับราชสำนัก ปรากฏภาพขันทีแขกอยู่หลายแห่ง เอกลักษณ์พิเศษคือคนเหล่านี้แต่งตัวโพกผ้า สวมเสื้อคลุมแบบแขกเทศ สัญลักษณ์สำคัญ ได้แก่ ไม้เท้าที่ไว้คอยกำกับหรือตีบรรดาสาวกำนัลที่ออกนอกรีตนอกรอย หรือไว้คอยไล่พวกหนุ่มๆ ที่แอบมาลอบมองหรือเกี้ยวพาราสีนางใน
วัฒนธรรมการมีขันทีน่าจะเสื่อมลงในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ และไม่พบว่ามีขันทีหรือยูนุคอยู่ในราชสำนักสยามอีก คงปรากฏร่องรอยเพียงเอกสารและศิลปกรรมที่สะท้อนถึงบทบาทของคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์
เรื่องราวของขันทีในราชสำนักกรุงศรีอยุธยา นอกจากจะช่วยขยายภาพของราชสำนักฝ่ายในที่คลุมเครือ ซ่อนเร้น และลึกลับ ให้กระจ่างมากขึ้นแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความสลับซับซ้อนของความสัมพันธ์เชิงสังคมและวัฒนธรรมระหว่างไทยกับนานาประเทศ ที่มีมายาวนานและสอดประสานอยู่ในเรื่องราวของคนกลุ่มเล็กๆ ที่สูญหายไปจากบทหนึ่งทางประวัติศาสตร์
คัดย่อจาก : ดร.จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์ เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ติดตาม "บันทึกรัก คิมชูซอน สุภาพบุรุษมหาขันที" ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ 18.00 น. ทาง ไทยทีวีสีช่อง 3